welcome to my homepage

posted on 27 Jul 2009 14:24 by evelovely2533  in knowledge

 

 

ยินดีต้อนรับ 

 

welcome

             ปลา          สุขภาพน่ารู้               ปลา                        

       สุขภาพน่ารู้                      

           
 

             ก่อนอื่นต้องขอกล่าวสวัสดีเพื่อนทุกๆคนที่แวะเข้ามาดูงานและร่วมกัน comment  

 

          

ภายใน  My blog ของเรา  ซึ่งภายในเนื้อหานี้เราได้แทรกเนื้อหาสาระความรู้ต่างๆมากมาย

ที่เป็นประโยชน์ เกี่ยวกับ  สุขภาพน่ารู้ 

 

         สำหรับเพื่อนๆคนใดที่แวะเข้ามาอ่านแล้ว ต้องการให้ แก้ไขหรือปรับปรุงอย่างไร

 

 

ก็ร่วมกัน comment  เข้ามาได้เลยน่ะจ๊ะ

 

 

                          

 

 

 

การแพ้ยา

                                   คุณเคยคิดหรือไม่ว่ายาที่คุณรับประทานอยู่เป็นประจำนั้นอาจส่งผลอันตรายต่อร่างกายของคุณได้มากซึ่งทำให้อาการของคุณเป็นมากขึ้นจนยากที่จะแก้ไข

        เมื่อคุณรับประทานยาแล้วเกิดผื่น หรือแน่นหน้าอก แสดงว่าคุณอาจจะมีอาการแพ้ยา แต่การเกิดผลข้างเคียง  จากยามิใช่หมายความว่าแพ้ยาเสมอไป อาจจะเกิดจากสาเหตุอื่นก็ได้ และผู้ป่วยก็ยังสามารถรับยานั้นได้ แต่ถ้าหากเกิดจากแพ้ยาผู้ป่วยต้องหลีกเลี่ยงยาที่แพ้โดยเด็ดขาด       

       การแพ้ยาหมายถึงเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้มักจะเกิดอาการหลังรับประทานยา ทันทีหรือไม่เกิน 2 ชั่วโมง

อาการที่สำคัญได้แก่ อาการแพ้ยา

  • ผื่นคัน                                                                     
  • คัดจมูก                                                                                             
  • หายใจไม่ออก หายใจเสี่ยงดังหวีด
  • บวมแขนขา

 

อาการแสดงของการแพ้ยาการแพ้ยาทำให้เกิดอาการได้ในเกือบทุกส่วนของร่างกาย

อาการทางผิวหนัง เป็นผื่นคัน หรือคันโดยไม่มีผื่นก็ได้ ลมพิษ เป็นผื่นนูนแดง เป็นตุ่มน้ำพองใส เป็นรอยดำ

อาการทางระบบสัมผัส หูอื้อ หูหนวก ตามัว มองภาพไม่ชัด

อาการทางระบบทางเดินหายใจ หอบ หายใจลำบาก

อาการทางระบบหลอดเลือดและหัวใจ ความดันโลหิตต่ำ หัวใจเต้นเร็ว

อาการทางระบบทางเดินอาหาร ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน ตับอักเสบ

อาการทางระบบทางเดินปัสสาวะ การทำงานของไตเสียไป ไตวาย    นอกจากนี้ ยังมีอาการอื่น ๆ เช่น อ่อนเพลีย ต่อมน้ำเหลืองโต สิว บวมตามตัว ฯลฯ

  ผลเสียที่เกิดจากยาอาจจะเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น

  • Overdose or toxicity ได้รับยาเกินขนาด เช่นการได้ยาปฏิชีวนะรักษาโรคติดเชื้อหากได้ติดต่อกันนานๆอาจจะมีผื่นเกิดขึ้น
  • Secondary effects      ผลข้างเคียงจากฤทธิ์ของยา เช่นเช่น  รับประทาน  aspirin  เพื่อแก้ปวดแต่เกิดเลือดออกง่าย เลือดออกง่ายเป็นผลจากยา aspirin 
  • Side effects     คือ   ผลข้างเคียงของยา เช่นกินยาลดน้ำมูกจะมีอาการปากแห้งใจสั่น นอนไม่หลับ กินยาแก้หอบหืดจะมีอาการมือสั่นใจสั่น กินยาแก้ปวดจะมีอาการปวดท้อง ท่านสามารถอ่านผลข้างเคียงได้จากสลากยาที่กำกับ อาการข้างเคียงไม่จำเป็นต้องเกิดกับทุกคนที่กินยา อาจจะเกิดกับบางคนเท่านั้น การแพ้ยา
  • Drug interactions   หากรับประทานยามากกว่าหนึ่งชนิดท่านต้องทราบว่ายาสองชนิดมีปฏิกิริยาส่งเสริมหรือหักล้างกันหรือไม่ทั้งในแง่ของการรักษาและผลข้างเคียงของยา เช่น  รับประทานยาชนิดหนึ่งและเมื่อได้ยาอีกชนิดหนึ่งซึ่งอาจจะส่งผลให้ยานั้นออกฤทธิ์หรือผลข้างเคียงมากขึ้นและ     อาจจะเป็นอันตรายแก่ผู้ใช้ยาได้
  • Idiosyncratic reactions   เป็นปฏิกิริยาที่เกิดโดยคาดการณ์ไม่ได้ว่าจะเกิดอาการภูมิแพ้หรือไม่

กรณีสงสัยว่าแพ้ยา ควรปฏิบัติดังต่อไปนี้

  • หยุดยาทันที ถ้าใช้ยาอยู่หลายชนิด ไม่ทราบว่าแพ้ยาตัวไหน ควรหยุดยาทุกชนิด แต่ถ้าหากมีความจำเป็นต้องใช้ และอาการแพ้นั้นไม่รุนแรง แพทย์อาจจะพิจารณาใช้ยาต่อไปได้ แล้วเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด
  • รับประทานยาแก้แพ้ ถ้าอาการไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์
  • ควรนำยาทุกชนิดที่รับประทาน ไปให้แพทย์ดูด้วย เพื่อวินิจฉัยว่าแพ้ยาอะไร
  • เมื่อหายจากอาการแพ้ยาแล้ว จดชื่อยา และลักษณะอาการที่เกิดจากการแพ้ยาชนิดนั้นไว้ แจ้งให้แพทย์ทราบทุกครั้ง เมื่อจำเป็นต้องใช้ยา ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง
                  

 

อ้างอิงจาก        http://lifestyle.kingsolder.com/health/disease.asp?id=603 

                               

                       http://www.geocities.com/HotSprings/Resort/7341/hypersen.htm

 

 

                                      หลักโภชนาการสำหรับวัยทารก

             ปัจจุบันนี้เด็กทารกส่วนใหญ่ได้รับน้ำนมแม่กันน้อยลงรวมถึงสารอาหารต่างๆที่เด็กในแต่ละวัยควรได้รับดังนั้นเราจึงต้องมีการรณรงค์  ให้คุณแม่ตระหนักและเห็นความสำคัญในเรื่องนี้กันมากขึ้น เพื่อให้คุณแม่และคุณลูกน้อยของคุณมีสุขภาพที่ดี

         คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ควรกินอาหารทุกประเภทที่มีประโยชน์ครบ 5หมู่และไม่ควรกินหวานจนเกินไปอาหารเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กทารกคุ้นเคย รสหวานตั้งแต่ในท้องแม่เด็กทารกหลังคลอด ควรเลี้ยงด้วยนมแม่ดีที่สุดนอกจากนมแม่จะให้ทั้งอาหารทางกายและยังช่วยทำให้เด็กได้รับรู้ถึงความผูกพันของแม่ด้วย  รวมทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในระบบภูมิคุ้มกันป้องกันโรคภัยไข้เจ็บต่างๆรวมถึงน้ำนมแม่ยังสามารถกระตุ้นประสาทรับรู้ของทารก จากรสชาติทางธรรมชาติและกลิ่นของนมแม่ที่แตกต่างกันไปในแต่ละวันทำให้เด็กได้รับการฝึกฝนยอมรับอาหารเสริมตามธรรมชาติได้ดีอีกด้วย   ถ้าในกรณีต้องการเปลี่ยนเป็นนมผงสูตรต่อเนื่องควรใช้นมผงที่ไม่ผสมน้ำตาลทราย น้ำผึ้ง และไม่ควรเติมน้ำหวานหรือน้ำตาลในนมหรืออาหาร

          เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ได้รับอาหารในแต่ละช่วงวัยของทารก                                                

  •  อาหารของทารกวัย 4 เดือนขึ้นไป คือนมแม่ ข้าวบดไข่แดงต้มสุก ผสมน้ำแกงจืด วันละ 1 ครั้ง แล้วกินนมแม่ตามอีกจนอิ่มทารกที่ดี

 

  • อาหารของทารกวัย 5 เดือน คือนมแม่ เพิ่มข้าวบดเนื้อปลาสุกสลับกับไข่แดงต้มสุก ผสมน้ำแกงจืด วันละ 1 ครั้ง แล้วกินนมแม่ตามจนอิ่ม
     
  • เด็กอายุ6-8 เดือน เริ่มหัดหยิบจับคว้าสิ่งของได้เอง คุณพ่อคุณแม่ควรจัดอาหารให้มีความหลากหลายเปลี่ยนจากอาหารที่บดละเอียดเป็นบดหยาบๆเช่น ไก่ หมู และตับสัตว์สุกบด หรือทั้งไข่แดงและไข่ขาวต้มสุกบดในข้าว และผักบดสลับกับอาหารที่เคยให้   มีผลไม้ เป็นอาหารว่าง 1 มื้อและ อาหารนิ่มๆที่เด็กสามารถหัดหยิบจิบกินเองได้ เน้นความเป็นธรรมชาติของสารอาหารนั้นๆเช่นขนมปัง ไม่เคลือบน้ำตาลส้มเป็นกลีบน้ำเม็ดออกแล้วเป็นต้น      วัยทารก

  

  • เด็กอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปควรฝึกให้หยิบจับช้อนเองและเริ่มฝึกให้กินนมจากถ้วยหรือแก้วเด็กที่กินนมจากขวดก็ควรเลิกในวัยนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรให้เด็กๆกินอาหารครบ 3 มื้อ สำหรับนมในวัยนี้จัดเป็นอาหารเสริมควรกิน นมชนิดจืด ไม่ควรให้กินน้ำอัดลม  ขนมถุงและขนมขบเคี้ยว   เด็กในวัยนี้ควรให้ช่วยตัวเองในการกินอาหาร และมีส่วนในร่วมในการกินอาหารและมีส่วนร่วมในการคิดเมนูอาหารต่างๆคุณแม่ควรปรุงอาหารให้ดูแล้วน่ากินโดยมีผู้ ใหญ่ร่วมกินไปด้วยเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้เด็กด้วยเด็กๆ

            

                      

                      

อ้างอิงจาก  http://hospital.moph.go.th/Klaeng/Klaeng/index1.html  (สุขภาพน่ารู้)

                 http://images.google.co.th/images?hl

                 http://www.formumandme.com/article.php?a=334